ช่องกระดูกสันหลังแคบ(Lumbar Stenosis)

Spondylosis

รูปที่ 1 กระดูกสันหลังเสื่อม (lumbar spine L2-sacrum)
ที่มา: Netter’s Clinical Anatomy

เมื่อท่านมีอาการปวดหลัง ปวดสะโพก ปวดร้าวลงขาอาจมีร่วมกับอาการชา เมื่อเดินหรือยืนนานๆ

ช่องกระดูกสันหลังแคบ (lumbar stenosis)  อาการปวดหลัง ปวดสะโพก เดิน ยืนได้ไม่นาน เคยเกิดขึ้นกับท่านหรือไม่? ถ้าทำความเข้าใจกับสาเหตุของอาการปวดของท่านได้

ก็ไม่ยากเกินไปเลยคะ ในการดูแลตัวเอง เอาละคะคราวนี้เราก็มาทำความเข้าใจถึงสาเหตุ ปัจจัยในการทำให้เกิดอาการปวดหลัง

การดูแลตนเองและการรักษากันเลยนะคะ

กายวิภาคศาสตร์และพยาธิสภาพ

Disc, Inter articular disc

Disc, Inter articular disc

รูปที่2 ข้อต่อกระดูกสันหลัง

ที่มา: Clemente Anatomy

กระดูกสันหลังเป็นส่วนที่มีการรับน้ำหนักตลอดชีวิตของมนุษย์ โดยลักษณะโครงสร้างทางธรรมชาติจะมีลักษณะกายวิภาคศาสตร์ประกอบไปด้วยกระดูกสันหลังที่เป็นกระดูกแข็ง(Vertebral body) 2 ชิ้น หมอนรองกระดูกสันหลัง(Vertebral disc) คั่นกลาง

เพื่อกระจายแรงที่มากระทำกับหลัง ประกอบกันเป็นข้อต่อกระดูกสันหลัง

โดยมีกระดูกอ่อน(cartilage)ทำหน้าที่ลดการเสียดสีเมื่อมีการเคลื่อนไหวของข้อต่อ

 

สาเหตุและปัจจัยที่ทำให้เกิดกระดูกสันหลังตีบแคบ

 

1. อายุ กระดูกสันหลังเสื่อม (Spinal spondylosis)

 เมื่อเราอายุมากขึ้นกระดูกอ่อนจะมีการสูญเสียน้ำมากขึ้นและกระบวนการสร้างเซลล์ใหม่ของกระดูกอ่อนลดลง

 ทำให้สมดุลการสร้างและการทำลายกระดูกอ่อนสูญเสียไป เกิดการทำลายเซลล์กระดูกอ่อนมากกว่าการสร้างใหม่

 นอกจากนี้หมอนรองกระดูกสันหลังก็จะมีการสูญเสียน้ำตามอายุที่มากขึ้น

 ทำให้กระจายแรงที่กระทำต่อกระดูกสันหลังได้ไม่ดี เมื่อวันเวลาผ่านไปหมอนรองกระดูกสันหลังก็จะค่อยๆเสื่อมหรือมีกระดูกงอก

 เป็นเหตุให้ช่องที่รากประสาทออกหรือช่องประสาทเกิดการตีบแคบมากขึ้น เส้นประสาทเสี่ยงต่อการถูกกดทับ

 หากมีแรงกระทำที่มากกว่าปกติจากภายนอกมากระทำ เช่น ยกของหนัก หรือหกล้มก้นกระแทก

 ก็จะทำให้เกิดการอักเสบของข้อต่อหรือเส้นประสาทจนเกิดอาการปวดหลังร้าวลงขาได้

 

2. ความอ้วน น้ำหนักตัวที่มาก กระดูกสันหลังก็ต้องรับน้ำหนักที่มากทำให้เกิดความเสื่อมเกิดขึ้นเร็วกว่าปกติ

และเพิ่มความเสี่ยงในการที่เส้นประสาทถูกกดทับมากขึ้น

3. พฤติกรรมการปฏิบัติตัว เช่น พฤติกรรมนั่งหลังค่อม นั่งทำงานคอมพิวเตอร์ด้วยท่าทางหรือสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ไม่เหมาะสม

 

การยกของหนักเกินไปโดยไม่ใช้ตัวช่วยหรือยกในท่าทางที่ผิด

 

4. การทำงานหนักหรือยกของหนักมาเป็นเวลานานๆ

 

5. ขาดการออกกำลังกาย

 

6. อุบัติเหตุ เช่น หกล้มก้นกระแทก จากการเล่นกีฬา แล้วไม่ได้รับการรักษาจะเมื่อมีการใช้งานนาน

 

7. สตรีวัยหมดประจำเดือน เมื่อหมดประจำเดือนฮอร์โมนเพศหญิงหมด จะทำให้การสร้างเซลล์กระดูกลดลง

เนื่องจากฮอร์โมนเพศหญิงมีส่วนช่วยในการสร้างเซลล์กระดูก แต่การทำลายยังคงอยู่ดังนั้นผู้หญิงจึงมีโอกาสที่จะมีกระดูกเสื่อมได้มากกว่าผู้ชายที่มีออร์โมนเพศตลอดชีวิต

 

สาเหตุและปัจจัยเหล่านี้นั้นก็มีผลทำให้ช่องโพรงประสาทของกระดูกสันหลังแคบลง ยังผลให้มีความเสี่ยงในการบาดเจ็บต่อข้อต่อและเส้นประสาทได้ง่ายขึ้นจนเกิดอาการปวดหลัง ปวดสะโพกหรือมีอาการปวดร้าวตามเส้นประสาทลงขาได้

 

ข้อต่อกระดูกสันหลังแคบมีอาการและอาการแสดงอย่างไร

 

1.      ปวดหลัง ปวดสะโพก เมื่อมีการเดินมากๆ ยืนนานๆ หรือยกของหนัก ทำให้ถ้าได้นั่งพักอาการจะดีขึ้น

 

หากอาการมากอาจมีอาการปวดร้าวลงขา ต้นขาหรือน่อง ถ้าเส้นประสาทถูกหระตุ้นหรือบาดเจ็บเป็นเวลานานอาจมีอาการชาตามบริเวณดังกล่าวได้

 

2.      นอนหงายนาน อาจมีอาการเมื่อยหลังหรือสะโพกจนถึงอาการปวด พลิกตะแคงตัวหรือนั่งลุกขึ้นยืนอาจมีอาการปวดหรือเมื่อยสะโพกได้

 

3.      หากเส้นประสาทเกิดการเสียหายมากอาจทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อบริเวณขาอ่อนแรงได้

 

การรักษา

 

1. การรักษาทางกายภาพบำบัด เป็นการรักษาทางธรรมชาติ โดยไม่ต้องรับประทานยา

 

การรักษาทางกายภาพบำบัดนั้นจำเป็นต้องเน้นการตรวจร่างกายทางกายภาพ

ซึ่งเป็นการตรวจร่างกายโดยใช้การเคลื่อนไหวในการตรวจ เช่น ก้มตัว แอ่นตัว การตรวจเคลื่อนไหวของข้อต่อกระดูกสันหลัง

การตรวจความตึงตัวของเส้นประสาท การตรวจการรับความรู้สึกของเส้นประสาท การตรวจกำลังกล้ามเนื้อ

นำมาวิเคราะห์ถึงพยาธิสภาพของผู้ป่วย เพื่อวางแผนการรักษาที่ถูกต้อง

Mobilization technique

  • หลังจากการตรวจร่างกายและวิเคราะห์พยาธิสภาพแล้ว จะมีการวางแผนในการรักษาต่อ

 

การลดการอักเสบ

โดยใช้ความเย็น ความเย็นจะทำให้เกิดการหดตัวของหลอดเลือดบริเวณพยาธิสภาพ

เพื่อลดการหลั่งของสารอักเสบ ที่ทำให้เกิดอาการปวด บวม แดง ร้อน

 

ice pack

ice pack

ใช้เครื่องอัลตราซาวด์(Ultrasound) เพื่อเร่งกระบวนการซ่อมแซมเนื้อเยื่อของร่างกาย และช่วยในการปรับแต่งแผล

เพิ่มประสิทธิภาพของการซ่อมแซมเนื้อเยื่อของร่างกาย เพื่อให้เกิดผลที่ดีและรวดเร็วขึ้นอีกด้วย

 

Ultrasound

Ultrasound

ลดความเครียดที่เกิดขึ้นบริเวณพยาธิสภาพ

การจัด ดัด ข้อต่อกระดูกสันหลัง (Mobilization) การบาดเจ็บบริเวณพยาธิสภาพนั้นมักเกิดขึ้นเนื่องมาจากการทำงานที่มากเกินไปของข้อต่อบริเวณนั้น

ซึ่งอาจเกิดจากข้อต่อที่อยู่เหนือขึ้นไปหรือล่างต่อลงมา ไม่ทำงานหรือทำงานน้อย

จึงทำให้ข้อต่อบริเวณที่มีพยาธิสภาพนั้นเกิดการเสื่อมและตีบแคบไวกว่าบริเวณอื่น

ดังนั้นต้องมีการดัดหรือจัดข้อต่อบริเวณที่มีการเคลื่อนไหวน้อย เพื่อช่วยลดการใช้งานของบริเวณที่มีพยาธิสภาพนั้นๆ

 

การลดความตึงตัวของเส้นประสาท

การนวด(Massage) หลังจากมีการตรวจความตึงตัวของเส้นประสาทแล้ว

หากมีการบาดเจ็บหรือการอักเสบรบกวนบริเวณเส้นประสาทมาเป็นเวลานาน เส้นประสาทภายในจะเริ่มมีการตึงตัว

นอกจากนี้ยังเป็นให้เกิดความตึงตัวของกล้ามเนื้อที่เส้นประสาทไปเลี้ยงและวิ่งผ่านเกิดความตึงตัว

เมื่อเป็นระยะเวลานานก็จะเพิ่มความตึงตัวของเส้นประสาทมากขึ้นอีก ซึ่งจะทำให้เส้นประสาทขาดเลือดไปเลี้ยง และเกิดเป็นการบาดเจ็บซ้ำซ้อน

ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดหรือชาหลังร้าวลงขามากขึ้นอีกด้วย

การขยับเส้นประสาท(Nerve mobilization) เพื่อเพิ่มการไหลเวียนเลือดภายในเส้นประสาท

จากนั้นเส้นประสาทจะลดความเครียดความตึงตัวลง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดและตึงลดลง

 

การป้องกันการบาดเจ็บเพิ่มเติมและซ้ำซ้อน

การพันเทป(Taping) เมื่อมีการบาดเจ็บเกิดขึ้นบริเวณนั้นๆ สิ่งที่ร่างกายต้องการคือการพักบริเวณที่เกิดการบาดเจ็บ

เพื่อให้กระบวนการซ่อมแซมของร่างกายทำงานได้ดีและมีประสิทธิภาพ แต่ในบางครั้งเราก็มักจะยังใช้งานในส่วนนั้นๆ อยู่ ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

จึงมีความจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ช่วย ด้วยเทคนิคการพันเทป

จะช่วยลดการใช้งานบริเวณบาดเจ็บและเป็นตัวช่วยเตือนจำกัดการเคลื่อนไหวที่ต้องห้ามให้แก่ผู้ป่วยได้

การรักษาตัวเองของร่างกายจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการบาดเจ็บซ้ำซ้อนของเนื้อเยื่อเหล่านั้นได้

 

เพิ่มความแข็งแรงของเนื้อเยื่อบริเวณที่ได้รับการบาดเจ็บ

การออกกำลังกาย(Strengthening) นักกายภาพบำบัดจะช่วยออกแบบท่าทางในการออกกำลังกาย

เพื่อให้เหมาะสมกับกำลังของกล้ามเนื้อ หน้าที่การทำงานของกล้ามเนื้อ เพื่อนำไปใช้งานในชีวิตประจำวัน ลดการบาดเจ็บที่จะเกิดขึ้นอีก

การยืดกล้ามเนื้อ(Stretching) การบาดเจ็บของเนื้อเยื่อที่เกิดขึ้นต่อบริเวณหนึ่งๆนั้นมักเกิดจากความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อที่ทำงานร่วมกัน

กล้ามเนื้อบางมัดอาจมีความตึงตัวเกินไปจึงทำให้สมดุลในการทำงานเสียไป เกิดการบาดเจ็บขึ้นในที่สุด

นักกายภาพจะช่วยในการออกแบบท่าทางให้เหมาะสมกับสภาพของกล้ามเนื้อและให้เฉพาะเจาะจงแก่ผู้ป่วย

 

  •  การแนะนำให้ความรู้ในการดูแลตัวเอง

การแนะนำให้ความรู้ความเข้าใจ (Education) ความรู้ความเข้าใจในพยาธิสภาพเป็นสิ่ฝที่สำคัญมากที่สุดอย่างหนึ่ง

เพื่อให้ผู้ป่วยได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เป็นสาเหตุของการเกิดกลุ่มอาการช่องกระดูกสันหลังแคบ

การดูแลตัวเองเมื่อมีการอักเสบ เมื่อมีอาการปวด บวม แดง ร้อน ให้ใช้แผ่นเย็นประคบ 15 นาทีต่อครั้ง

สามารถประคบได้บ่อยในแต่ละวันจนอาการปวด บวม แดง ร้อนจะหายไป

การออกกำลังกายที่สม่ำเสมอ(Specific exercises) เมื่อมีความเสื่อมของข้อต่อกระดูกสันหลัง หมอนรองกระดูกสันหลังเกิดขึ้น

เราจึงควรต้องมีการออกกำลังกายกล้ามเนื้อเพื่อทดแทน ส่วนที่เสียไป เพื่อลดแรงกดต่อกระดูกสันหลัง

ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการปวดหลัง ปวดสะโพก ชาตามขา

 

2. การรักษาทางยา เป็นการรักษาทางยาตามการวินิฉัยของแพทย์ เช่น ยาแก้ปวดอักเสบแบบไม่มีสเตอรอยด์(NSAIDs, Non-steroidal anti-inflammatory drugs)

 

3.การฉีดยา อาจเป็นการฉีดยาแก้ปวดหรืออาจเป็นยาสเตอรอยด์ที่ฉีดบริเวณที่มีการอักเสบ

 

4.การผ่าตัด

 

 

อารีย์ วิทยสุนทร

นักกายภาพบำบัด

 

 

Copyright © 2011-2013. All Rights Reserved.